เราทุกคนรู้ว่าทุกภาษามีอยู่ 4 ทักษะ คือ ฟัง-พูด-อ่าน-เขียน และถ้าเป็นการเรียนภาษาแม่อย่างคนไทยเรียนภาษาไทย เราก็จะฝึกทั้ง 4 ทักษะไปพร้อม ๆ กัน คนไทยทุกคนจึงฟัง-พูด-อ่าน-เขียน ภาษาไทยได้แม้ว่าจะเก่งไม่เท่ากันก็ตาม

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราเรียนภาษาอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาอังกฤษที่เรากำลังพูดกันอยู่นี่แหละครับ ก็คือว่า ในแต่ละทักษะ ฟัง-พูด-อ่าน-เขียน นี้เราคนหนึ่ง ๆ นี้มีโอกาสฝึกแต่ละทักษะไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียน ผมขอยกตัวอย่างทีละคู่นะครับ

คู่ที่ 1 คือฝึกอ่านกับฟัง
อ่านกับฟังเป็น passive skill คือศึกษาได้โดยไม่ต้องมีคนอื่นประกบ ท่านเพียงมีหนังสือ 1 เล่ม หรือ CD 1 แผ่น แค่นี้ก็พอแล้วที่จะฝึกอ่านฝึกฟัง ที่ดียิ่งไปกว่านี้ก็คือ ท่านสามารถเช็คผลการอ่านหรือการฟังได้ด้วยตัวเองทันทีเลยว่า ท่านฝึกสำเร็จหรือไม่ คือถ้าอ่านหรือฟังรู้เรื่อง-เข้าใจ ก็ถือว่าสำเร็จ ง่าย ๆ แค่นี้เอง และการฝึกก็สะดวกมาก เพียงแค่พกติดตัวหนังสือเล่มนึง หรือเครื่องเล่น mp3 เครื่องหนึ่ง ก็สามารถฝึกอ่านฝึกฟังที่ไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ ด้วยสาเหตุนี้กระมังที่ผมได้รับคำถามน้อยมากเกี่ยวกับการอ่านและการฟัง เพราะทุกท่านสามารถฝึกเองได้อยู่แล้ว (ถ้าตั้งใจจะฝึก)

คู่ที่ 2 ฝึกการพูดและการเขียน
ผมได้รับคำถามเรื่องการพูด & เขียนมากกว่า การอ่าน & การฟัง ถ้าจะให้หาสาเหตุก็คงจะตรงกันข้ามกับคู่ที่ 1 คือ การพูดและการเขียนเป็น active skill โดยทั่วไปท่านต้องมี partner คือคนที่มาฟังท่านพูด และอ่านสิ่งที่ท่านเขียน และสำหรับคนไทยที่ฝึกภาษาอังกฤษ เราก็มักหวังในคน ๆ นั้นเป็น “ครู” ยิ่งเป็น “ครูฝรั่ง” ยิ่งดี จะได้ช่วยสอนเราว่า ควรจะพูดยังไง เขียนยังไง และถ้าเราพูดผิด เขียนผิด ก็ช่วยแก้ไขให้ด้วย เราไม่แน่ใจในวิธีการฝึกพูดคนเดียว หรือเขียนลงสมุดเก็บไว้อ่านคนเดียว เพราะเราไม่แน่ใจว่า ถ้าต้องพูดกับคนจริง ๆ เขาจะฟังเราพูดรู้เรื่องหรือเปล่า หรือสิ่งที่เราเขียนถ้าคนอื่นอ่านมันจะตลกหรือเปล่า

คำถามที่ผมได้รับจึงมักจะออกมาอย่างนั้น คือให้ผมแนะนำอาจารย์สอนภาษาที่เก่งที่สุด โรงเรียนสอนภาษาที่ดีที่สุด และเทคนิคการฝึกพูดที่ได้ผลมากที่สุด และใช้เวลาน้อยที่สุด หลายคนมี deadline รออยู่เบื้องหน้าใกล้ ๆ เช่น เดือนหน้าจะไปสอบสัมภาษณ์เข้าทำงาน, ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งใหม่ที่ต้องพูดภาษาอังกฤษให้ได้ บางคนก็แสดงความท้อแท้มาว่าไม่มีเงินสำหรับเสียค่าเรียนแพง ๆ เรื่องของเรื่องเลยกลายเป็นว่า คนที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีคือคนที่มีเงินมากพอสำหรับค่าเรียนแพง ๆ หรือเด็กที่ผู้ปกครองมีกะตังค์สามารถส่งลูกไปเข้า summer course หรือหลักสูตรพิเศษที่เมืองนอก ส่วนคนที่งบน้อยก็เลยพูดไม่ได้เขียนไม่ได้ ถ้าแถมเกลียดภาษาอังกฤษด้วยแล้ว ก็อ่านไม่ได้และฟังไม่ได้ตามไปด้วย และพอพูดถึง 4 ทักษะนี้ที่เรียนมาจากโรงเรียนนับสิบปี ก็กลายเป็นว่าเรียนเพื่อให้สอบได้แต่ใช้งานจริง ๆ ไม่ได้ ฟังดูแล้วน่าหดหู่ใจ

ผมอยากให้ท่านผู้อ่านลืมความขุ่นข้องหมองใจและความง่อยเปลี้ยเสียขา, ถ้ามี, ในการเรียนภาษาอังกฤษของท่านทิ้งไปให้หมด ผมเชื่อว่าเราเริ่มต้นใหม่ให้ดีกว่าเดิมได้

ย้อนไปถึงเรื่องที่เป็นหัวข้อข้างต้นนี้ “วิธีฝึกพูดภาษาอังกฤษโดยไม่มีครูสอน” เป็นไปได้หรือ? ผมกำลังจะบอกท่านว่า ถ้าเรามีเงินที่จะไปเรียนกับครู ก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่มีเงินพอ – ไม่มีเวลาพอ ก็จำเป็นครับที่เราจะต้องฝึกพูดโดยไม่มีครูสอน ท่านไม่ต้องใจร้อนหรือมองหาทางลัดหรอกครับ เพราะทางลัดในการเรียนภาษาอังกฤษไม่มีอยู่ในโลกนี้ มีแต่ทางตรงที่เราต้องขยันเดินไม่หยุดเท่านั้นเอง

เรื่องการพูดภาษาอังกฤษให้ได้ผลนี้ เราจะลืมเรื่องการอ่านและการฟังไม่ได้เด็ดขาด การอ่านทำให้เรารู้สำนวน และการฟังทำให้เรารู้สำเนียง ทั้งสำนวนและสำเนียงที่ค่อย ๆ สะสมไว้นี้จะเป็นพื้นฐานที่ดีมากเมื่อเราฝึกพูด การฝึกพูดที่จะเอาแต่พูด พูด พูด… แต่ไม่สนใจเรื่องฝึกฟังและฝึกอ่าน ไปได้ไม่ไกลหรอกครับ และใน Blog นี้ก็แนะนำเว็บไซต์มากพอสมควรสำหรับฝึกอ่านและฝึกฟัง คลิกที่นี่ครับ รวมเว็บฝึกอ่าน *** รวมเว็บฝึกฟัง ***รวมเว็บดูวีดิโอ

วิธีฝึกพูดภาษาอังกฤษโดยไม่มีครูสอน” ผมขอแนะดังนี้ครับ
[1]. ใช้วิธี play – pause – repeat: ผมพูดเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างละเอียดที่นี่ [409]สูตรสำเร็จในการฝึกพูดกับเว็บ:Play-Pause-Repeat

[2]. ใช้วิธี think – talk: คือฝึกพูดกับ partner ในจินตนาการ ให้เราคิดวางแผนว่า เราจะพูดรื่องอะไร มีเนื้อหาอย่างไร พูดกับใคร นานกี่นาที อาจจะเตรียมเขียนสิ่งที่จะพูดลงกระดาษไว้เลยก็ได้ พอถึงเวลาก็นั่งลง – จับเวลา – และสร้างจินตนาการว่าคนที่เราพูดด้วย หรือคนที่เราจะพูดให้ฟังนั่งอยู่ข้างหน้า เราอาจจะ start ด้วยตั้งใจว่าจะต้องพูดให้ได้ครบ 5 นาที และก็ต้องทำให้ได้ ต่อไปอาจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 10 นาที, ฝึกพูดช้า ๆ ชัด ๆ

สำหรับบางท่านที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ และคิดว่าผมแนะนำอะไรก็ไม่รู้ ฝึกคนเดียวไม่มีครูมันก็คงผิด ๆ พลาด ๆ จะได้ผลรึ? ผมเรียนท่านแล้วว่าการฝึกพูดแบบนี้ มีสำนวนและสำเนียงที่ค่อย ๆ สะสมไว้จากการอ่านและการฟังเป็นพื้นฐาน เรื่องที่ผมขอเน้นก็คือ ท่านอย่าได้ดูถูกความใฝ่ฝันและจินตนาการนะครับ ถ้าเรา dream และ do สิ่งที่เรามุ่งหวังไว้ก็จะ done มันไม่ไปไหนหรอกครับ
ท่านใดต้องการฝึกพูดอย่างนี้ แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะพูดเรื่องอะไร ลองคลิกหาไอเดียได้ที่นี่ครับ
[190]หัวข้อการฝึกพูด[ต้อง‘ได้พูด’ ถึงจะ ‘พูดได้’]

[3]. ใช้วิธี English phone conversation: ท่านลองนัดแนะกับเพื่อนที่รู้ใจว่า จะช่วยกันพัฒนา conversation skill โดยการสนทนาภาษาอังกฤษทางโทรศัพท์ ทำไมต้องสนทนาทางโทรศัพท์ เพราะว่าคู่สนทนาจะได้พูดให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้เรื่อง และขณะเดียวกันก็ต้องมีสมาธิเงี่ยหูฟังสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งพูด จึงเป็นการฝึกทั้ง speaking และ listening skill โดยไม่ต้องอ่านภาษาหน้าหรือภาษาท่าท่าง การที่พูดกันต่อหน้าด้วยภาษาอังกฤษและเราเข้าใจ มันอาจจะเป็นความเข้าใจที่บวกกับการอ่านสีหน้าและท่าทาง แต่ถ้าคุยกันทางโทรศัพท์เราจะรู้ว่า เราพูดให้เพื่อนรู้เรื่องได้หรือเปล่า หรือเราสามารถฟังเพื่อนพูดรู้เรื่องหรือเปล่า ทั้งนี้เราอาจจะตกลงหัวข้อการพูดโดยเจาะจงไว้ก่อน ข้อสำคัญที่สุดของการฝึกวิธีนี้ก็คือ 1)ต้องพูดให้ครบตามเวลาที่ตกลงกันไว้ และ 2)ห้ามแทรกภาษาไทยระหว่างการพูดเด็ดขาด ยกเว้นชื่อเฉพาะ

ผมไม่แน่ใจว่า เราสามารถใช้โทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์มือถือพูดสายกันเกิน 2 คนหรือเปล่า ถ้าทำได้ก็จะช่วยให้การพูดสนุกยิ่งขึ้น

[4]. รวบรวม stock sentence ที่ต้องใช้บ่อย: ถ้าท่านต้องพูดภาษาอังกฤษ แต่ประโยคที่ใช้พูดซ้ำ ๆ กันเป็นส่วนใหญ่ อย่างนี้ง่ายครับ ท่านก็พยายามรวบรวมประโยคเหล่านี้ไว้ให้หมด แปลเป็นภาษาไทย ฝึกพูดให้คล่อง ที่ลิงค์นี้มีตัวอย่างให้ท่านศึกษามากพอสมควร
[275] มาฝึกสนทนาภาษาอังกฤษกันหน่อยไหมครับ
[271] 50 ประโยคพื้นฐานที่ใช้ในการสนทนา ที่นี่ครับ….
[147] แจกไฟล์ MP3 พร้อมใช้ (conversation:ฟัง & พูด…
[75] พูดภาษาอังกฤษทางโทรศัพท์
[177] การตั้งคำถามโดยใช้ 8 W และ 1 H
และ รวมลิงค์การสนทนาใน Blog นี้
การพูด การสนทนา การออกเสียง

[5]. สุดท้าย ร้องเพลงฝรั่ง: เรื่องนี้ผมแนะได้ แต่ทำเองไม่ได้ เพราะไม่ถนัดเอาจริง ๆ เลย แต่ผมเชื่อว่าวิธีฝึกพูดภาษาอังกฤษแบบนี้หลายคนใช้ได้ผล เลยเอามาเขียนพ่วงไว้

ท่านผู้อ่านครับ
บางคนพูดหรือฝึกพูดภาษาอังกฤษเพราะงานบังคับให้ต้องพูด บางคนพูดเพราะต้องติดต่อกับเพื่อนชาวต่างชาติที่ได้รู้จักกัน เช่น โดยใช้โปรแกรม Skype บางคนพูดให้เป็นไว้จะได้ไปเที่ยวเมืองนอกสะดวกและสนุก แต่ไม่ว่าท่านจะพูดภาษาอังกฤษด้วยแรงผลักดันอะไรก็ตาม ท่านสามารถพูดได้แน่ ๆ ถ้าท่านพยายาม แม้ว่าจะเป็นการฝึกพูดภาษาอังกฤษที่ไม่มีครูสอนก็ตาม