การวาดภาพเหมือนของจริง ของจริงหมายถึงสิ่งต่างๆ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยมีรูปร่าง รูปทรงที่มองเห็น และจับต้องได้ ภาพวาดเหมือนของจริง เมื่อวาดขึ้นมาแล้วต้องการให้ผู้ดู ดูรู้ว่าเป็นภาพอะไร ทำให้ผู้ดูเข้าใจได้ง่าย เพราะเป็นภาพที่มีอยู่จริงและเคยพบเห็นอยู่ทั่วไป
3.1 หลักการวาดภาพเหมือนของจริง
หลักการวาดภาพเหมือนของจริง เบื้องต้นนั้น ต้องศึกษาหาเรื่องราวลักษณะของรูปร่าง ขนาดและสัดส่วนของวัตถุที่จะวาดเป็นอย่างดีก่อน ซึ่งจะขอกล่าวโดยสังเขปดังนี้
รูปร่าง (Shape) หมายถึง บริเวณของเนื้อที่ของสี เนื้อที่ของแสงและเงา หรือเนื้อที่ของเส้นหรือทั้งหมดรวมกัน มาสร้างให้เกิดเป็นรูปทรง เป็นรูปร่างของงานศิลปะ รูปร่างเป็นลักษณะสองมิติ รูปร่างจึงมีความสำคัญต่อผู้เขียนมาก รูปร่างเป็นองค์ประกอบหนึ่งของรูปทรงลักษณะ (From)
ดังนั้น รูปร่างจึงมีส่วนที่จะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะให้มีลักษณะต่างๆ ในการเขียนภาพแบบเหมือนของจริงนั้น จะต้องเขียนรูปร่างต่างๆ ตามที่ตามองเห็น หรือจะมีการจัดภาพใหม่โดยการถ่ายทอดจากธรรมชาติ ช่างเขียนภาพจะมองลึกเข้าไปถึงคุณค่าของความงามของรูปร่างที่สร้างสรรค์ให้งดงามมากขึ้นไปอีก
รูปร่างเป็นพื้นฐานของงานศิลปะ ซึ่งประกอบด้วย รูปทรงสามเหลี่ยม รูปทรงกลม รูปทรงสี่เหลี่ยม และรูปทรงอิสระ รูปทรงพื้นฐานดังกล่าวนี้จะให้ความรู้สึกแตกต่างกันออกไปตามองค์ประกอบที่อยู่ใกล้เคียงกัน เช่น
รูปสามเหลี่ยม จะทำให้เกิดความรู้สึกพุ่งความสนใจไปข้างบนมากกว่าด้านข้าง
รูปสามเหลี่ยมผืนผ้ากับรูปสามเหลี่ยมจัตุรัส ให้ความรู้สึกคงที่ สงบ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่วางนอนยาวไปตามแนวระดับ จะทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคง
ในการเขียนภาพชิ้นหนึ่งๆอาจประกอบด้วยรูปร่างหลายๆรูปร่างมารวมกัน ผู้เขียนภาพจึงต้องคำนึงถึงการจัดรูปร่างต่างๆ ให้เกิดความรู้สึกตามต้องการ
3.2 ลำดับขั้นการวาดภาพเหมือนของจริง
การวาดภาพเหมือนของจริง มีลำดับขั้นเพี่อเป็นแนวทางการปฏิบัติ คือ ขั้นเตรียมการ ขั้นร่างภาพ และขั้นลงน้ำหนัก มีรายละเอียดโดยสังเขป ดังนี้

1) ขั้นเตรียมการ
ในขั้นนี้เป็นการเตรียมตัวที่จะเขียนภาพ ได้กำหนดขั้นตอนไว้ ดังนี้
การเตรียมอุปกรณ์ การวาดภาพเหมือนของจริง ควรจะเริ่มฝึกหัดเขียนภาพจากสิ่งของวัตถุจากสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติที่อยู่ใกล้ตัวก่อน หรือเป็นสิ่งที่สัมผัสพบเห็นเป็นประจำ ซึ่งจะทำให้การเขียนภาพ แบบเหมือนของจริงได้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดียิ่งเช่น หนังสือ สมุด ดินสอ ปากกา ยางลบ ผลไม้ ใบไม้ เป็นต้น ก่อนที่จะปฏิบัติการเขียนภาพควรเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เพื่อจะได้มีความคล่องตัวสูงในการเขียนภาพ
การเตรียมใจ การเตรียมใจหมายถึง การสร้างความรู้สึกในการอยากเขียนภาพจะทำให้ภาพที่เขียนออกมานั้นมีความประณีต เพราะผู้เขียนได้ตั้งใจเขียนขึ้นมาจึงได้ภาพที่มีคุณค่าทางความงามอย่างสมบูรณ์
เพื่อสร้างความอยากเขียนภาพให้เกิดขึ้นมา ผู้วาดภาพเหมือนของจริง จะต้องสร้างความอยากเขียน ด้วยการค้นหาความงามจากสิ่งที่นำมาเป็นแบบได้ เช่น ความงามของสี น้ำหนัก แสงเงา รูปร่าง รูปทรง เป็นต้น
การเลือกมุม การวาดภาพให้เหมือนของจริง ผู้เขียนจะต้องเลือกมุมเป็น เพราะความงามของหุ่นหรือแบบจะเขียนนั้น ส่วนที่จะเขียนอาจจะรับแสงและเกิดเงาที่มีความงามในลักษณะแตกต่างกันออกไป ตามมุมที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นผู้เขียนจึงควรหามุมที่มองแล้วเกิดจินตนาการให้ความงามในเรื่องของน้ำหนักแสงเงาที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย

2) ขั้นร่างภาพ
การร่างภาพ เป็นส่วนสำคัญในการวาดภาพเหมือนของจริง เพราะเป็นการเริ่มต้น เขียนโครงร่างของภาพทั้งหมด การร่างภาพต้องให้เหมาะสมกับหน้ากระดาษ เมื่อร่างภาพได้เหมาะสมดีแล้ว ถึงขั้นลงน้ำหนักหรือการแรงเงาก็ทำได้ง่าย เกิดความสวยงามเหมาะสม และถูกต้องตามภาพที่ร่างไว้แล้วนั้น
ขั้นตอนในการร่างภาพ การร่างภาพของศิลปินแต่ละคนย่อมมีวิธีการแตกต่างกันตามความถนัดของแต่ละบุคคล ส่วนผลออกมาก็คือ ร่างภาพแล้ว ลงน้ำหนักหรือแรเงาแล้ว ภาพนั้นเหมือนของจริงมากที่สุด
การร่างภาพของผู้เริ่มปฏิบัตินั้น ถ้าจะเกิดความผิดพลาดน้อย ควรจะร่างภาพตามขั้นตอน
ดังนี้
- จัดส่วนรวมของภาพให้เหมาะสมกับหน้ากระดาษ
- กำหนดตำแหน่งของส่วนละเอียด
- ร่างส่วนละเอียด
- ลงน้ำหนักอ่อนแก่

3) ขั้นลงน้ำหนัก
การวาดภาพเหมือนของจริง จำเป็นต้องมีแบบหรืหุ่นมาตั้งเป็นตัวอย่าง เพื่อจะได้ถ่ายทอดภาพต้นแบบนั้นลงสู่กระดาษที่จะเขียนภาพ ต้องสังเกตแบหรือหุ่นก่อนลงมือร่างภาพ
โดยปกติแล้วการที่เราจะเห็นสิ่งของต่างๆได้ ก็ต้องอาศัยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแสงสว่างจากธรรมชาติ หรือต้นแสงจากสิ่งอื่นๆอีก
การวาดภาพเหมือนของจริง นักเขียนภาพจะต้องรู้จักน้ำหนักอ่อนแก่ให้ได้ใกล้เคียงน้ำหนักอ่อนแก่ของแสงที่ตกกระทบลงบนวัตถุ การแรเงาลงบนภาพต้องให้ใกล้เคียงกับน้ำหนักที่มองเห็นค่าของแสง ที่ตกกระทบลงบนวัตถุ เรียกว่า “น้ำหนัก” จากการพิจารณาตามหลักเบื้องต้นจะเห็นได้ว่า แสงจะส่องกระทบสิ่งต่างๆ แล้วจะทำให้สิ่งของต่างๆ มีน้ำหนักที่แตกต่างกันออกไป โดยสรุปได้ดังนี้
วัตถุสิ่งของที่มีสีอ่อน ทำให้ดูแล้วรู้สึกเบา
วัตถุสิ่งของที่มีสีแก่ ทำให้ดูแล้วรู้สึกหนัก
การลงน้ำหนักตามความสำคัญของแสงและเงาในการเขียนภาพ โดยทั่วไปจะปฏิบัติดังนี้
การลดน้ำหนักตามหลักของดวงอาทิตย์ เป็นการลดน้ำหนักอ่อนแก่ตามที่ตามองเห็น ซึ่งมีหลายส่วน เช่น
1.ส่วนที่ถูกแสงจะสว่างสุด (High Light)
2.ส่วนที่เป็นเงาตกทอดลงบนพื้นจะมืด เรียกว่า เงาตกทอด (Shadow)
3.ส่วนที่ไม่ถูกแสงของวัตถุและมีน้ำหนักเข้มมากที่สุด (Cast Shadow)
4.ระหว่างส่วนที่ถูกแสงกับส่วนที่ไม่ถูกแสง จะมีน้ำหนักกลางๆ (Half Tone)
5.ส่วนที่ไม่ถูกแสง ถ้ามีแสงอ่อนๆ จากที่อื่นส่งสะท้อนมาปรากฏบนวัตถุเรียกว่า แสงสะท้อน (Reflect Light) เป็นส่วนที่ทำให้ภาพเขียนมองดูใสและเด่นชัดมากขึ้น ส่วนนี้จะอยู่ตรงข้ามกับด้านที่ถูกแสงเสมอ
ในเรื่องของแสงสะท้อนนี้เป็นส่วนสำคัญ จะทำให้ภาพมีความสดใส ไม่มืดสนิท ส่วนที่ไม่ได้รับแสงจะมืดตามความเป็นจริง ในการถ่ายภาพยนต์แสงสะท้อนนับได้ว่ามีความสำคัญมากจะเห็นได้จากเด็กยกระนาบ ซึ่งเป็นแผ่นโลหะหรือกระจกที่สามารถสะท้อนแสงได้ จึงเรียกกันว่า “แผ่นรีเฟลค” เพื่อตั้งให้สะท้อนแสงสว่างเข้ามาทตรงส่วนที่เป็นเงา เกิดแสงสดใสทำให้เห็นส่วนละเอียดตรงบริเวณนั้นได้อีกด้วย
ดังนั้น การเขียนภาพลงน้ำหนักของแสงเงาครบถ้วนดังกล่าวนี้แล้ว จะทำให้ได้ภาพที่เขียนขึ้นนั้นเป็นภาพที่เหมือนของจริงมากที่สุด

About these ads